ถือ ETF ระยะยาวอยู่แล้ว ทำไมยังควรพิจารณากลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำ?

การลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange-Traded Fund หรือ ETF) เป็นหนึ่งในวิธีที่เข้าถึงได้ง่ายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของตลาดหุ้น แต่ถึงแม้พอร์ตจะกระจายการลงทุนไปยังบริษัทหลายสิบหรือหลายร้อยแห่ง ก็ยังมีโอกาสขาดทุนอย่างหนักเมื่อตลาดหุ้นเผชิญวิกฤต

เมื่อมูลค่าพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “จะทำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น?” แต่ยังมีอีกคำถามที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ พอร์ตลงทุนของเราพึ่งพาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นมากเกินไปหรือไม่?

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนใน ETF ระยะยาวไม่ดีอีกต่อไป แต่เป็นการชวนให้มองหาแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำกับตลาดหุ้น เพื่อประเมินว่าจะช่วยให้การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้หรือไม่

1. ETF ช่วยกระจายความเสี่ยงรายบริษัท แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงของตลาด

ETF ที่ลงทุนในหุ้นช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเงินไปกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว อย่างไรก็ตาม หากสินทรัพย์ส่วนใหญ่ในพอร์ตยังเป็น ETF หุ้น ผลตอบแทนรวมของพอร์ตก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างมากจากทิศทางของตลาดหุ้นโดยรวม

ตัวอย่างเช่น ETF ที่ติดตามหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ กับ ETF ที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อาจอ้างอิงดัชนีคนละตัว แต่ทั้งสองกองทุนยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยหรือแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อตลาดเกิดแรงเทขายรุนแรง ทั้งสองกองทุนจึงอาจปรับตัวลงพร้อมกันได้

การถือ ETF หลายกองไม่ได้หมายความว่าเรามีแหล่งผลตอบแทนที่เป็นอิสระต่อกันเพิ่มขึ้นตามจำนวนกองทุนเสมอไป

เปรียบเทียบ Maximum Drawdown ในอดีตของ ETF ที่เป็นที่รู้จัก

การขาดทุนสูงสุดจากจุดสูงสุด หรือ Maximum Drawdown (MDD) เป็นตัวชี้วัดว่ามูลค่าการลงทุนเคยลดลงมากที่สุดเท่าใด จากจุดสูงสุดก่อนหน้าไปยังจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นภายหลัง ภายในช่วงเวลาที่พิจารณา

ประวัติศาสตร์ตลาดการเงินแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ ETF หุ้นที่กระจายการลงทุนอย่างกว้างขวาง ก็เคยเผชิญการปรับตัวลงของมูลค่ามากกว่า 50% ในช่วงวิกฤตครั้งใหญ่

กราฟเปรียบเทียบ Maximum Drawdown ในอดีตของ ETF ได้แก่ SPY, QQQ, VOO และ Taiwan 0050
ช่วงเวลาที่เกิดการปรับตัวลงครั้งสำคัญ: SPY (ปี 2007–2009), QQQ (ปี 2000–2002), VOO (ปี 2020) และ Taiwan 0050 (ปี 2008)

หมายเหตุเกี่ยวกับข้อมูล: กราฟแสดงค่า Maximum Drawdown โดยประมาณของแต่ละ ETF นับตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน ซึ่งมีช่วงเวลาการเก็บข้อมูลไม่เท่ากัน ตัวเลขอาจแตกต่างกันตามวิธีปรับข้อมูลเงินปันผล ความถี่ของข้อมูล และวิธีคำนวณ จึงไม่ควรนำค่าดังกล่าวมาใช้จัดอันดับความเสี่ยงของ ETF แต่ละกองโดยตรง


การขาดทุนสูงสุดที่ ETF เคยบันทึกไว้ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน อาจไม่ใช่การปรับตัวลงรุนแรงที่สุดที่ตลาดอ้างอิงเคยเผชิญ

VOO เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน กองทุนนี้เริ่มดำเนินงานในปี 2010 จึงไม่มีประวัติผลการดำเนินงานจริงในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 แต่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของ VOO เคยปรับตัวลงรุนแรงกว่านั้นมากในช่วงวิกฤตดังกล่าว นักลงทุนสามารถศึกษาความเคลื่อนไหวในช่วงนั้นได้จากข้อมูลย้อนหลังของดัชนี หรือจาก SPY ซึ่งมีประวัติการดำเนินงานยาวนานกว่า

ข้อจำกัดลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับ Taiwan 0050 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 2003 จึงไม่มีผลการดำเนินงานจริงครอบคลุมวิกฤตตลาดหุ้นไต้หวันก่อนหน้านั้น ตัวอย่างเช่น ในปี 1990 หลังฟองสบู่ตลาดหุ้นไต้หวันแตก ดัชนีหุ้น TAIEX ปรับตัวลงประมาณ 80% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลการปรับตัวลงในอดีตของดัชนีตลาด ไม่ใช่ Maximum Drawdown ที่เกิดขึ้นจริงหรือผลจำลองย้อนหลังของ ETF Taiwan 0050

บทเรียนสำคัญคือ การที่กองทุนมีประวัติการดำเนินงานสั้น และยังไม่เคยผ่านวิกฤตตลาดครั้งใหญ่ ไม่ได้แปลว่ากองทุนนั้นมีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงรุนแรงในอนาคตน้อยกว่า

ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงของ ETF ไม่ควรดูเพียงผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุน แต่ควรพิจารณาด้วยว่าตลาดอ้างอิงมีพฤติกรรมอย่างไรตลอดวัฏจักรเศรษฐกิจที่ยาวนานกว่า

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของการลงทุน ETF ระยะยาว เพียงแต่ช่วยให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในระยะยาว กับระดับการขาดทุนที่ต้องเผชิญระหว่างทาง เป็นคนละมิติของการลงทุน

สำหรับผู้ลงทุนที่มีพอร์ตขนาดใหญ่ กำลังเข้าใกล้วัยเกษียณ หรือวางแผนทยอยถอนเงินมาใช้จ่าย การลดลงอย่างหนักของมูลค่าพอร์ตอาจไม่ใช่แค่ผลขาดทุนทางบัญชีชั่วคราว แต่อาจกระทบต่อแผนการเงินและช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินจริง

จึงเกิดคำถามที่น่าพิจารณาว่า หากเพิ่มแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างจากตลาดหุ้น จะช่วยลดการพึ่งพาทิศทางตลาดหุ้นของพอร์ตโดยรวมได้หรือไม่?

2. กลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำช่วยพอร์ตลงทุนได้อย่างไร?

จุดน่าสนใจของกลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำ ไม่ใช่ความสามารถในการคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะร่วงเมื่อใด แต่เป็นโอกาสในการสร้าง ผลตอบแทนที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการปรับขึ้นของราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว

สหสัมพันธ์ต่ำกับสหสัมพันธ์เชิงลบ ต่างกันอย่างไร?

สหสัมพันธ์เป็นตัววัดว่าผลตอบแทนของการลงทุนสองประเภทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) มีค่าตั้งแต่ -1 ถึง +1 โดยสามารถทำความเข้าใจหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • สหสัมพันธ์เชิงบวก (ใกล้ +1): ผลตอบแทนมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อสินทรัพย์หนึ่งปรับขึ้น อีกสินทรัพย์ก็มักปรับขึ้นตาม และอาจปรับลงพร้อมกันได้เช่นกัน
  • สหสัมพันธ์ต่ำ (ใกล้ 0): ไม่พบความสัมพันธ์เชิงเส้นที่ชัดเจนและสม่ำเสมอระหว่างผลตอบแทน เมื่อสินทรัพย์หนึ่งปรับขึ้น อีกสินทรัพย์อาจปรับขึ้น ปรับลง หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้
  • สหสัมพันธ์เชิงลบ (ใกล้ -1): ผลตอบแทนมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อสินทรัพย์หนึ่งปรับขึ้น อีกสินทรัพย์มักปรับตัวลง

สหสัมพันธ์ต่ำไม่ได้มีความหมายเหมือนกับสหสัมพันธ์เชิงลบ

ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ลงทุนใน ETF หุ้น

กลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ทุกครั้งเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง แต่หมายถึง ผลตอบแทนของกลยุทธ์ไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนเชิงปริมาณอาจขาดทุนพร้อมกันได้ แม้ค่าสหสัมพันธ์ในอดีตจะใกล้ศูนย์ก็ตาม เช่นเดียวกัน การมีสหสัมพันธ์เชิงลบในอดีตก็ไม่ได้รับประกันว่าจะช่วยป้องกันความเสียหายได้ในทุกช่วงที่ตลาดตกต่ำ

ประโยชน์ที่คาดหวังได้จึงอยู่ที่การผสมผสานแหล่งผลตอบแทนซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวไปพร้อมกันตลอดเวลา ไม่ใช่การหวังว่าสินทรัพย์หนึ่งจะชดเชยผลขาดทุนของอีกสินทรัพย์ได้ทุกครั้ง

ทำไมสหสัมพันธ์ต่ำจึงอาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ต?

กราฟเปรียบเทียบความผันผวนรายปีของพอร์ตเมื่อจัดสรรเงินลงทุนระหว่าง ETF หุ้นและกลยุทธ์สหสัมพันธ์ต่ำในสัดส่วนต่างกัน

ลองพิจารณาตัวอย่างสมมติที่มีสินทรัพย์ลงทุนสองประเภท

  • ETF หุ้น: มีความผันผวนต่อปี 20%
  • กลยุทธ์ทางเลือก: มีความผันผวนต่อปี 15% และมีค่าสหสัมพันธ์กับ ETF เท่ากับ 0

หากลงทุนทั้งหมดใน ETF หุ้น พอร์ตจะมีความผันผวนต่อปีเท่ากับ 20%

ภายใต้สมมติฐานนี้ หากจัดสรรเงินลงทุนเป็น ETF 80% และกลยุทธ์ทางเลือก 20% ความผันผวนของพอร์ตโดยรวมจะลดลงเหลือประมาณ 16.3% และหากปรับสัดส่วนเป็น ETF 60% และกลยุทธ์ทางเลือก 40% ความผันผวนจะลดลงอีกเป็นประมาณ 13.4%

ทำไมการเพิ่มสินทรัพย์อีกประเภทที่มีความเสี่ยงและความผันผวนในตัวเอง จึงอาจทำให้พอร์ตโดยรวมมีความผันผวนน้อยลง?

คำตอบคือ ความเสี่ยงของพอร์ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทผันผวนมากแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์เหล่านั้นเคลื่อนไหวสัมพันธ์กันอย่างไรด้วย

เมื่อสินทรัพย์สองประเภทไม่ได้ปรับขึ้นหรือลงพร้อมกันเสมอไป ความผันผวนบางส่วนอาจหักล้างกันได้ ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมแกว่งตัวน้อยลง

นี่คือหลักการกระจายความเสี่ยงที่ทำให้กลยุทธ์สหสัมพันธ์ต่ำเป็นทางเลือกที่ควรศึกษา

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในกราฟเป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณทางคณิตศาสตร์ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด ไม่ใช่ผลการดำเนินงานจริงของกลยุทธ์ใด ๆ ความผันผวนที่ลดลงไม่ได้รับประกันว่า Maximum Drawdown จะลดลง หรือผลตอบแทนจะสูงขึ้น

ในการลงทุนจริง ต้องพิจารณาว่ากลยุทธ์ใหม่ช่วยปรับปรุงพอร์ตได้จริงหรือไม่ หลังคำนึงถึงผลตอบแทน ค่าธรรมเนียม ต้นทุนการซื้อขาย และความเสี่ยงทั้งหมด รวมถึงต้องตรวจสอบด้วยว่าสัดส่วนสินทรัพย์ใหม่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุนหรือไม่

เป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการค้นหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเสมอไป แต่อาจเป็นการสร้างพอร์ตที่มีแหล่งผลตอบแทนหลากหลายและสามารถทำงานเสริมกันได้อย่างเหมาะสม

3. ผลตอบแทนระยะยาวสำคัญ แต่การควบคุมการขาดทุนก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการลงทุน แต่ไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมด อีกคำถามที่ควรให้ความสำคัญคือ หลังจากพอร์ตขาดทุนหนัก จะต้องสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเท่าใดจึงจะกลับไปมีมูลค่าเท่าเดิม?

สมมติว่าพอร์ตลงทุนมีมูลค่า 10 ล้านบาท แล้วลดลงเหลือ 8 ล้านบาท เท่ากับขาดทุน 20% แต่การทำให้เงิน 8 ล้านบาทกลับมาเป็น 10 ล้านบาท จะต้องสร้างผลตอบแทน 25% ไม่ใช่ 20%

ยิ่งขาดทุนมาก ยิ่งต้องใช้ผลตอบแทนสูงเพื่อฟื้นตัว

กราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ต้องทำเพื่อฟื้นฟูมูลค่าพอร์ตหลังขาดทุน 10%, 20%, 30% และ 50%

หากพอร์ตขาดทุน 10% จะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 11.1% จึงจะกลับสู่มูลค่าเดิม หากขาดทุน 30% จะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 42.9% และหากพอร์ตสูญเสียมูลค่าไปครึ่งหนึ่ง หรือขาดทุน 50% จะต้องสร้างผลตอบแทนถึง 100% ซึ่งหมายถึงการเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่า เพื่อกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมเท่านั้น

ยิ่งการขาดทุนจากจุดสูงสุดรุนแรงมากเท่าใด ผลตอบแทนที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

เมื่อมองจากมุมนี้ การปรับตัวลงของ ETF ในอดีตที่กล่าวถึงก่อนหน้ายิ่งมีความหมายมากขึ้น แม้การลงทุนหนึ่งจะมีโอกาสเติบโตดีในระยะยาว แต่ก็อาจเผชิญการขาดทุนครั้งใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว

ระยะเวลาฟื้นตัวที่ยาวนานอาจเป็นปัญหามากเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องถอนเงินจากพอร์ตเป็นประจำ หรือมีภาระทางการเงินที่ต้องใช้เงินในเวลาที่กำหนด

ดังนั้น การบริหารพอร์ตระยะยาวจึงไม่ควรมุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับขนาดของผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น และผลกระทบต่อแผนการเงินด้วย

การมุ่งหวังผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไปกับการจัดการความเสี่ยงจากการขาดทุนหนัก อาจช่วยให้ผู้ลงทุนดำเนินตามแผนการเงินระยะยาวได้ต่อเนื่องมากขึ้น

การศึกษาแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างกันเป็นหนึ่งในแนวทางที่อาจช่วยได้ ไม่ใช่เพราะมีกลยุทธ์ที่ป้องกันการขาดทุนได้ทั้งหมด แต่เพราะการผสมผสานที่เหมาะสมอาจช่วยลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากตลาดเพียงประเภทเดียว

4. วิธีประเมินผลการดำเนินงานจริงของกลยุทธ์เชิงปริมาณ

เมื่อเข้าใจเรื่องสหสัมพันธ์และ Maximum Drawdown แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาว่ากลยุทธ์การลงทุนเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Strategy ที่กำลังสนใจนั้น เหมาะสมที่จะนำมาเพิ่มในพอร์ตหรือไม่

ควรเริ่มจากการตรวจสอบประวัติการซื้อขายด้วยเงินจริงที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขผลตอบแทนต่อปีที่นำมาโฆษณา

แพลตฟอร์มภายนอกสำหรับติดตามผลการเทรด เช่น Myfxbook สามารถช่วยให้ผู้ลงทุนตรวจสอบประวัติธุรกรรมและสถิติผลการดำเนินงานได้ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพว่ากลยุทธ์มีผลตอบแทนและความเสี่ยงอย่างไรในสภาวะตลาดจริง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มบุคคลที่สาม ไม่ได้มีความหมายเทียบเท่ากับการตรวจสอบบัญชีทางการเงินโดยผู้สอบบัญชีอิสระ และไม่ได้รับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต

อย่าดูแค่ตัวเลขกำไร ควรตรวจสอบอะไรอีกบ้าง?

ในการประเมินกลยุทธ์เชิงปริมาณ มีสี่ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณา

  • ประวัติการเทรดด้วยเงินจริง: กลยุทธ์มีประวัติการซื้อขายจริงยาวนานเพียงใด และเคยผ่านสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน ทั้งช่วงขาขึ้น ขาลง และช่วงผันผวนรุนแรงหรือไม่?
  • ผลตอบแทนและ Maximum Drawdown: ในการสร้างผลตอบแทนที่รายงาน กลยุทธ์เคยเผชิญการลดลงของมูลค่าพอร์ตมากเพียงใด?
  • เลเวอเรจ สถานะการลงทุน และต้นทุน: กลยุทธ์ใช้เลเวอเรจหรือมีสถานะซื้อขายที่ยังไม่ปิดในขนาดสูงหรือไม่? มีค่าธรรมเนียมบริหารจัดการและต้นทุนซื้อขายเท่าใด?
  • สหสัมพันธ์กับ ETF ที่ถืออยู่: รูปแบบผลตอบแทนของกลยุทธ์แตกต่างจากสินทรัพย์เดิมมากพอที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้จริงหรือไม่?

ประวัติการเทรดจริงเป็นหลักฐานว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้นภายใต้สภาวะตลาดจริง แต่ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต

หากข้อมูลผลการดำเนินงานที่เผยแพร่รวมผลการทดสอบย้อนหลังด้วยข้อมูลในอดีต (Backtest) หรือผลการจำลองการซื้อขายไว้ด้วย ควรแยกข้อมูลเหล่านั้นออกจากผลการเทรดด้วยเงินจริงอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ที่มี ETF อยู่แล้ว จุดประสงค์ของการประเมินกลยุทธ์ใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นการหากลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ควรพิจารณาว่ากลยุทธ์นั้นเพิ่มแหล่งผลตอบแทนที่มีประโยชน์ให้พอร์ตได้หรือไม่ ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้

5. จำเป็นต้องมีกลยุทธ์อื่นนอกเหนือจาก ETF หรือไม่?

ไม่ใช่ผู้ลงทุน ETF ทุกคนที่จำเป็นต้องเพิ่มกลยุทธ์เชิงปริมาณเข้ามาในพอร์ต

หากการลงทุนที่มีอยู่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความต้องการใช้เงินของคุณอยู่แล้ว การคงสัดส่วนสินทรัพย์เดิมก็อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม เมื่อพอร์ตมีมูลค่าสูงขึ้น ควรลองทบทวนคำถามต่อไปนี้

  1. การกระจุกตัวของความเสี่ยงตลาด: สินทรัพย์ทั้งหมดของเราพึ่งพาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นมากน้อยเพียงใด?
  2. ความสามารถในการรับการขาดทุน: หากมูลค่าพอร์ตลดลงอย่างรุนแรง จะกระทบต่อแผนเกษียณ การถอนเงินตามกำหนด หรือเป้าหมายทางการเงินอื่นหรือไม่?
  3. ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและระบบควบคุมความเสี่ยง: กลยุทธ์ที่กำลังพิจารณามีประวัติการเทรดจริงที่ตรวจสอบได้ และมีแนวทางบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือหรือไม่?
  4. ประโยชน์ต่อพอร์ตโดยรวม: หลังหักค่าใช้จ่ายและพิจารณาความเสี่ยงแล้ว การเพิ่มกลยุทธ์นี้จะช่วยให้การจัดสรรสินทรัพย์ของเราดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่?

การมีสหสัมพันธ์ต่ำเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน

กลยุทธ์ใหม่ควรได้รับการพิจารณาก็ต่อเมื่อโอกาสสร้างผลตอบแทน ลักษณะความเสี่ยง และข้อจำกัดในการลงทุน สอดคล้องกับเป้าหมายและสถานการณ์ทางการเงินของผู้ลงทุน

สรุป: ถือ ETF ต่อได้ แต่ควรมองการกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น

การลงทุน ETF ระยะยาวยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนจำนวนมาก การพิจารณากลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำไม่ได้หมายความว่าต้องขาย ETF ที่ถืออยู่ หรือเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นแทนทั้งหมด

คำถามที่มีประโยชน์มากกว่าคือ

“พอร์ตของเราพึ่งพาปัจจัยตลาดและแหล่งผลตอบแทนแบบเดิมมากเกินไปหรือไม่? หากเพิ่มกลยุทธ์ที่มีพฤติกรรมแตกต่างออกไป จะช่วยให้เรามุ่งสู่การเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว พร้อมกับบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นหรือไม่?”

สำหรับผู้ที่ลงทุน ETF ระยะยาวมาแล้ว การทำความเข้าใจ Maximum Drawdown ในอดีต ความสัมพันธ์ของผลตอบแทนระหว่างสินทรัพย์ และผลของการจัดสรรเงินลงทุนในสัดส่วนต่าง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาโครงสร้างพอร์ตให้รอบคอบยิ่งขึ้น

หากสนใจศึกษากลยุทธ์ที่มีสหสัมพันธ์ต่ำ ควรเริ่มจากการตรวจสอบสามเรื่องสำคัญ

  • ผลการเทรดจริงที่ตรวจสอบได้: พิจารณาผลการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง ระยะเวลาของประวัติการดำเนินงาน และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
  • ประวัติความเสี่ยงและการขาดทุน: ตรวจสอบว่ากลยุทธ์มีพฤติกรรมอย่างไรในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน และเคยเผชิญการลดลงของมูลค่ามากน้อยเพียงใด
  • สหสัมพันธ์กับ ETF ในพอร์ต: เปรียบเทียบข้อมูลผลตอบแทนในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีโอกาสช่วยกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

เรายินดีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการวิจัยกลยุทธ์เชิงปริมาณ การบริหารความเสี่ยง และการจัดพอร์ตลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถประเมินทางเลือกต่าง ๆ บนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผลที่รอบด้านมากขึ้น

การจัดพอร์ตที่ดีไม่ใช่เพียงการสร้างผลตอบแทน แต่ยังหมายถึงการบริหารความเสี่ยงตลอดเส้นทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินระยะยาวด้วย